top of page
ค้นหา

7 เอกสารสำคัญในการยื่นขอ OD

  • รูปภาพนักเขียน: masteradvc2
    masteradvc2
  • 21 ธ.ค. 2568
  • ยาว 2 นาที

เจ้าของธุรกิจจำนวนมากอยากมี “วงเงิน OD” เพื่อใช้หมุนสต๊อก ยิงโฆษณา จ่ายซัพพลายเออร์ หรือใช้รองรับยอดขายที่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่หลายรายยื่นแล้วไม่ผ่าน เพราะ เอกสารไม่ครบ / หลักฐานไม่ชัดเจน / ยื่นผิดรูปแบบ

OD ต่างจากสินเชื่อปกติ เพราะเป็นวงเงินที่ให้ “ติดลบชั่วคราว” ได้ ธนาคารจึงต้องมั่นใจว่า

  • ธุรกิจมีรายได้จริง

  • มีการหมุนเงินสม่ำเสมอ

  • มีความสามารถในการคืนเงิน

  • มีโครงสร้างธุรกิจที่ชัดเจน

ดังนั้น “เอกสาร” คือตัววัดความน่าเชื่อถือของธุรกิจ 70% ของการอนุมัติขึ้นอยู่กับการเตรียมเอกสารให้ดี

บทความนี้จะพาคุณไปดูว่า7 เอกสารสำคัญที่ต้องมีเมื่อยื่นขอ OD มีอะไรบ้างและสถาบันการเงินใช้ดูอะไรจากเอกสารแต่ละอย่าง พร้อมเทคนิคการเตรียมให้โอกาสผ่านสูงที่สุด

1. สเตทเมนต์บัญชีธนาคาร 6–12 เดือน (สำคัญที่สุด)

นี่คือเอกสารที่ธนาคาร “ให้คะแนนมากที่สุด” เพราะจะเห็นภาพธุรกิจชัดที่สุดว่า

  • มีเงินเข้าออกจริงไหม

  • รายรับต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่

  • ยอดขายต่อเนื่องหรือไม่

  • มีเด้งหรือมีคืนเงินบ่อยไหม

  • เคยติดลบหรือไม่

  • บัญชีเป็นระบบหรือสลับกับบัญชีส่วนตัว

สเตทเมนต์ที่ดีควรเป็นแบบนี้:✔ เงินเข้าทุกวัน (หรือเป็นรอบที่ชัดเจน)✔ ยอดเข้า–ออกสม่ำเสมอ✔ ไม่มียอดเด้งกลับ✔ ไม่ใช้บัญชีส่วนตัวปนกับเงินธุรกิจ✔ มียอดหมุนมากกว่า 3–5 เท่าของวงเงินที่ต้องการ

เทคนิคเพิ่มโอกาสผ่าน:

  • ใช้บัญชีเดียวกันในการรับ–จ่ายให้ชัด

  • ถ้ามีหลายบัญชี ให้เลือกอันที่หมุนเงินดีที่สุด

  • จัดระเบียบการเงินล่วงหน้า 2–3 เดือนก่อนยื่น

2. หนังสือรับรองบริษัท / เอกสารการจดทะเบียน

เป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันว่าธุรกิจของคุณมีตัวตนจริง ธนาคารจะดูว่า

  • ประกอบธุรกิจประเภทอะไร

  • มีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่

  • ใครเป็นกรรมการ

  • เปิดมานานแค่ไหน

  • ชื่อบริษัทตรงกับบัญชีหรือไม่

กรณีบุคคลธรรมดา:ใช้เอกสารจดทะเบียนพาณิชย์หรือเอกสารยืนยันกิจการ เช่น

  • ทะเบียนพาณิชย์

  • ภพ.20

  • ใบประกอบธุรกิจต่าง ๆ

  • เอกสารร้านออนไลน์

เทคนิค:

  • ถ้าเป็นบริษัท ลูกค้าเชื่อถือและธนาคารอนุมัติง่ายกว่า

  • ถ้าทำออนไลน์ ให้มีเอกสาร เช่น หน้าเพจ, ชื่อร้าน, ลิงก์ Shop เพื่อยืนยันกิจการ

3. หลักฐานรายได้ / เอกสารยื่นภาษี

ธนาคารจะดู “รายได้จริง” ของธุรกิจ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้

เอกสารที่ใช้ เช่น

  • ภาษีบุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90/91

  • ภาษีนิติบุคคล ภ.ง.ด.50 / 51

  • ภพ.30 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)

  • งบการเงิน (ถ้าเป็นบริษัท)

  • รายงานยอดขายประจำเดือน

ธนาคารจะดูว่า

  • รายได้สม่ำเสมอไหม

  • เติบโตต่อเนื่องหรือไม่

  • มีภาษีย้อนหลังตรงกับยอดสเตทเมนต์ไหม

  • รายได้ลดลงผิดปกติหรือไม่

เทคนิค:

  • ยื่นภาษีให้ตรงกับยอดขาย

  • ถ้าเป็นร้านออนไลน์ในช่วงแรก รายรับในสเตทเมนต์สำคัญกว่าเอกสารภาษี

  • ถ้ามียอดโตขึ้นมาก ควรอัปเดตเอกสารรายได้ให้ทันปัจจุบัน

4. เอกสารแสดงการทำธุรกิจจริง (Proof of Business)

ธนาคารต้องการเห็นว่า “คุณขายของจริง ไม่ได้ทำบัญชีขึ้นมาเอง” โดยเอกสารประเภทนี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถืออย่างมาก เช่น:

สำหรับร้านออนไลน์

  • ใบเสร็จสั่งสินค้า

  • ใบส่งของจากขนส่ง

  • ภาพหลังบ้านของแชทลูกค้า

  • หน้าร้านใน Shopee / Lazada

  • ประวัติการยิงโฆษณา

  • รายงานยอดขาย Ads Manager

สำหรับร้านขายส่ง / โรงงาน

  • ใบกำกับภาษี

  • ใบเสนอราคา

  • สัญญาค้าขาย

  • รายการใบสั่งซื้อของลูกค้า

เทคนิค:ยิ่งมีเอกสารยืนยันการขายจริงมากเท่าไหร่ ธนาคารยิ่งมั่นใจ และวงเงินที่ได้ก็ยิ่งสูงขึ้น

5. เอกสารแสดงสินทรัพย์ / ภาระหนี้ (ถ้ามี)

ธนาคารจะดูความมั่นคงและความเสี่ยงโดยรวม เช่น

  • รถยนต์

  • บ้าน/ที่ดิน

  • เงินฝากสะสม

  • รายการสินเชื่อที่ผ่อนอยู่

  • ประวัติเครดิตบูโร

  • บัตรเครดิต

  • วงเงินอื่น ๆ

จุดประเมินคือ

  • ภาระรวมมากเกินไปไหม

  • มีสินทรัพย์รองรับหรือไม่

  • เครดิตมีปัญหาบ้างไหม

  • วงเงิน OD ขอกี่เท่าของรายได้

เทคนิค:

  • เคลียร์หนี้ที่ไม่จำเป็นก่อนยื่น

  • อย่าให้มีสถานะค้างชำระ

  • ถ้ามีรถหรือบ้านที่ผ่อนตรงเวลา = เพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือ

6. เอกสารบัญชี / งบการเงินของบริษัท (สำหรับนิติบุคคล)

ธุรกิจที่เป็นบริษัทจะต้องเตรียมเอกสารบัญชีเพื่อให้ธนาคารประเมินตามมาตรฐาน เช่น

  • งบกำไรขาดทุน

  • งบดุล

  • งบกระแสเงินสด

  • รายงานยอดซื้อ–ขาย

  • รายงานสินค้าคงคลัง

ธนาคารจะดูว่า

  • ธุรกิจมีความมั่นคงไหม

  • กำไรต่อเนื่องหรือไม่

  • กระแสเงินสดเป็นบวกหรือไม่

  • สัดส่วนหนี้สูงเกินไปหรือเปล่า

  • มีรายการผิดปกติหรือไม่

เทคนิค:

  • ทำบัญชีให้เป็นระบบไว้ล่วงหน้า

  • ใช้ผู้ทำบัญชีที่มีมาตรฐาน

  • อย่ามีการบันทึกตัวเลข “สวยเกินจริง”

7. เอกสารส่วนตัวของผู้กู้

แม้จะเป็นธุรกิจ แต่ธนาคารมอง “เจ้าของกิจการ” เป็นปัจจัยสำคัญเพราะผู้กู้ต้องเป็นคนรับผิดชอบวงเงิน

เอกสารทั่วไปได้แก่

  • บัตรประชาชน

  • ทะเบียนบ้าน

  • สำเนาบัญชีธนาคาร

  • รายการหนี้ส่วนตัว

  • เอกสารแต่งตั้งกรรมการ (ถ้าเป็นบริษัท)

ธนาคารจะดูว่า

  • เจ้าของเครดิตดีไหม

  • เคยค้างชำระหรือเปล่า

  • มีภาระเยอะหรือไม่

  • รายได้ส่วนตัวสอดคล้องกับธุรกิจไหม

เทคนิค:

  • ประวัติบัตรเครดิตดี = โอกาสอนุมัติสูง

  • อย่ามีค้างชำระเกิน 30 วันในระบบบูโร

  • ใช้บัญชีที่มีเงินเข้าออกจริง ไม่ใช่บัญชีร้าง

สรุป 7 เอกสารสำคัญในการขอ OD ที่ต้องเตรียมให้พร้อม

ลำดับ

เอกสาร

ความสำคัญ

1

สเตทเมนต์บัญชี 6–12 เดือน

สำคัญที่สุด ดูรายได้จริงและการเงิน

2

หนังสือรับรองบริษัท / ทะเบียนพาณิชย์

ยืนยันตัวตนธุรกิจ

3

เอกสารภาษี / หลักฐานรายได้

ใช้ประเมินความสามารถในการคืนเงิน

4

เอกสารยืนยันการทำธุรกิจจริง

ทำให้ธนาคารมั่นใจว่าเป็นกิจการของจริง

5

เอกสารสินทรัพย์ / ภาระหนี้

ใช้ดูความเสี่ยงโดยรวม

6

งบการเงิน / รายงานบัญชี

สำหรับนิติบุคคล เพิ่มความน่าเชื่อถือ

7

เอกสารส่วนตัวผู้กู้

ดูเครดิตและภาระของเจ้าของ

⭐ วิธีเตรียมเอกสารให้โอกาสอนุมัติ OD สูงที่สุด

✔ 1. แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัดเจน

ธนาคารชอบความเป็นระบบ

✔ 2. เตรียมสเตทเมนต์ที่ “สวยแบบจริง”

ไม่มีกระโดดขึ้นลงหนักจนเกินไป

✔ 3. ทำธุรกิจให้เห็นในเอกสาร

โชว์ยอดขาย, ใบส่งของ, หน้าเพจ, Shopee, Lazada

✔ 4. เคลียร์ภาระหนี้ที่ไม่จำเป็น

ลดความเสี่ยงและทำให้ธนาคารมั่นใจ

✔ 5. เครดิตบูโรต้องดี

ไม่มีค้างชำระ ไม่ดึงข้อมูลบ่อยเกินไป

✔ 6. เตรียมเอกสารล่วงหน้าอย่างน้อย 1–2 เดือน

ปรับยอดเงินเข้า–ออกให้ดูมีเสถียรภาพ

✔ 7. เขียนวัตถุประสงค์ในการขอวงเงินให้ชัด

เช่น เติมสต๊อก, ยิงแอด, ขยายทีม ธนาคารชอบธุรกิจที่รู้ทิศทางตัวเอง

⭐ บทส่งท้าย

การยื่นขอ OD ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้อง “เตรียมเอกสารให้โปร” เพราะเอกสารคือสิ่งที่ช่วยพิสูจน์ให้ธนาคารเห็นว่าธุรกิจของคุณมีรายได้จริง มีการเงินมั่นคง และมีความเสี่ยงต่ำ

เจ้าของกิจการที่เตรียมเอกสารครบและชัดเจนมีโอกาสได้รับวงเงินสูงขึ้นหลายเท่า และได้รับการอนุมัติเร็วกว่าเดิมมาก

สนใจติดต่อได้ที่ www.masteradvc.com

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page